
|   |
โรค SLE |
# |
ผู้สนับสนุน |
|
1
|
  
งานเสริมนอกเวลา
   - ทำงานอยู่ที่บ้าน
|
|
2
|
  
รายได้เสริมหลังเลิกงาน
   -ไม่กระทบงานประจำ ไม่จำกัดวุฒิ ใช้เวลา2-3ชม/วันรายได้5000-30000บาท/เดือน
|
โรค SLE |
![]()  
        โรคลูปัส (Systemic Lupus Erythematosus - SLE) ขณะนี้ยังไม่มีชื่อโรคเป็นภาษาไทยที่เหมาะสมเนื่องจากเป็น?โรคที่มีอาการ เกิดขึ้นกับหลายระบบ?หรือหลายอวัยวะในร่างกายเป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกัน ของร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงไป โดยแทนที่จะทำหน้าที่ต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม?หรือเชื้อโรคจากภายนอกร่าง กายกลับมาต่อต้าน หรือทำลายเซลล์ของอวัยวะต่างๆในร่างกาย ก่อให้เกิดการอักเสบได้เกือบทุกอวัยวะของร่างกาย?อวัยวะที่เกิดการอักเสบได้ บ่อย ได้แก่ ผิวหนัง, ข้อ, ไต, ระบบเลือด, ระบบประสาท เป็นต้น?การอักเสบนี้จะเป็นต่อเนื่องจนเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง โดยโรคนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อ "โรคพุ่มพวง" เนื่องจาก พุ่มพวง ดวงจันทร์ นักร้องลูกทุ่งชื่อดังได้เสียชีวิตจากโรคนี้
สาเหตุ
ปัจจัยเสริม ปัจจัยเสริมที่ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเอสแอลอี?หรือมีโอกาสจะเป็นมีอาการกำเริบขึ้น?เช่น?แสงแดด?หรือแสงอัลตราไวโอเลต?การตั้งครรภ์?ยา?หรือสารเคมีบางชนิด?การออกกำลังกาย?หรือทำงานหนัก?ภาวะเครียดทางจิตใจ? อาการและอวัยวะที่ปรากฏอาการ โรคเอสแอลอีเป็น?โรคเรื้อรังที่มีอาการเกิดขึ้นกับหลายอวัยวะ?หรือหลาย ระบบของร่างกาย?บางราย อาการเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมๆกัน?บางรายมีการแสดงออกเพียงอวัยวะใดอวัยวะ หนึ่งทีละระบบ? ?เช่น?มีปวดบวมตามข้อ?มีผื่นขึ้นที่หน้า?มีขาบวม?หน้าบวมจากไตอักเสบ?หรือมี อาการทางระบบประสาท เป็นต้น?บางรายมีอาการเฉียบพลันรุนแรง?บางรายอาการค่อยเป็นค่อยไปในช่วงระยะ หนึ่ง?อาการที่เกิดขึ้นกับอวัยวะต่างๆที่สำคัญคือ?
การรักษา การรักษาโรคเอสแอลอี?จะต้องอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับตัวโรคของผู้ป่วย? การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องของผู้ป่วยและการดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ผู้ทำ การรักษา? การเลือกวิธีการรักษา?โรค ?เอสแอลอี?ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคของผู้ป่วยแต่ละราย? ถ้าผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง?การใช้ยาแก้ปวด?เช่น?ยาพาราเซตามอล หรือแอสไพริน?หรือยาลดการอักเสบชนิดไม่?ใช่สเตียรอยด์ก็ควบคุมอาการได้ ?สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงขึ้นอาจต้องใช้?ยาสเตียรอยต์?เช่น?ยาเพ รตนิโซโลน?ในขนาดต่างๆ ตามความเหมาะสมตั้งแต่ขนาดต่ำ?ถึง?สูง?เป็นระยะเวลาต่างๆ? เป็นสัปดาห์จนเป็นหลายเดือนขึ้นกับความรุนแรงและระบบ?อวัยวะที่มีอาการ อักเสบ? ?บางรายที่มีการอักเสบของอวัยวะสำคัญ? เช่น? ไต หรือระบบประสาท อาจจำเป็นต้องใช้?ยากดภูมิคุ้มกัน?เช่น? ยาอิมูแรน? หรือเอ็นด๊อกแซน?อาจเป็นใน?รูปยารับประทาน?หรือการให้ยาทางน้ำเกลือเป็นระยะ ? บางรายถึงกับต้องใช้การเปลี่ยนถ่ายน้ำเหลืองร่วมด้วย?ขึ้นอยู่กับความรุนแรง ของโรค?ในผู้ป่วยแต่ละราย?การเลือก?ใช้ชนิดของการรักษา?ด้วยขนาดที่เหมาะสม ในจังหวะที่ถูกต้องกับความรุนแรงของโรคเป็น?กุญแจสำคัญที่จะทำให้การรักษา ได้ผลดี ?การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องของผู้ป่วยเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด?ในการรักษา โรคเอสแอลอีให้ได้ผลดี? การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องทำได้? ดังนี้? ? พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด?ตั้งแต่ช่วง?10.00 น.-16.00 น. ถ้าจำเป็นให้กางร่ม?ใส่หมวก?หรือสวมเสื้อแขนยาว?และใช้ยาทากันแดดที่ป้องกัน แสงอุลตราไวโอเลตได้ดี? พักผ่อนให้เพียงพอ? ?หลีกเลี่ยงความตึงเครียด?โดยพยายามฝึกจิตใจให้ปล่อยวาง? ไม่หมกมุ่น?ทำใจยอมรับกับโรคและปัญหาอื่นๆที่เกิดขึ้นและค่อยๆแก้ปัญหาต่างๆ ไปตามลำดับ? ?ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ? ไม่รับประทานอาหารที่ไม่สุกหรือไม่สะอาด?เพราะจะมีโอกาสติดเชื้อต่างๆง่าย? เช่น? พยาธิต่างๆ?หรือแบคทีเรีย? โดยเฉพาะเชื้อไทฟอยด์?ดื่มนมสดและ?อาหาร?อื่นๆที่มีแคลเซี่ยมสูงเพื่อ ป้องกันภาวะกระดูกพรุน ? ไม่รับประทานยาเองโดยไม่จำเป็น? เพราะยาบางตัวอาจทำให้โรคกำเริบได้? ?ป้องกันการตั้งครรภ์ขณะโรคยังไม่สงบ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกำลังได้ยากดภูมิคุ้มกันอยู่? แต่ไม่ควรใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดซึ่งมีฮอร์โมนเอสโตรเจน?เพราะอาจทำให้โรคกำเริบ ได้?และไม่ควรใช้?วิธีใส่ห่วงด้วย?เพราะมีโอกาสติดเชื้อสูงกว่าคนปกติ? ?เมื่อโรคอยู่ในระยะสงบสามารถตั้งครรภ์ได้? แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อน?และขณะตั้งครรภ์ควรมารับการตรวจอย่างใกล้ชิดมากกว่า เดิม? เพราะบางครั้งโรคอาจกำเริบขึ้นระหว่างตั้งครรภ์? ?หลีกเลี่ยงจากสถานที่แออัดที่มีคนหนาแน่น?ที่ที่อากาศไม่บริสุทธิ์?และไม่ เข้าใกล้ผู้ที่กำลังเป็นโรคติดเชื้อ?เช่น?ไข้หวัด?เพราะจะมีโอกาสติดเชื้อ ระบบทางเดินหายใจได้ง่าย? ?ถ้ามีลักษณะที่บ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อ?เช่น?ไข้สูง?หนาวสั่น?มีฝีตุ่มหนอง ตามผิวหนัง?ไอเสมหะเหลืองเขียว?ปัสสาวะแสบขัด?ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที? หากรับประทานยากดภูมิคุ้มกันอยู่?เช่น?อิมูแรน,เอ็นด๊อกแซน?ให้หยุดยานี้ ชั่วคราวในระหว่างที่มีการติดเชื้อ? ?มาตรวจตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ? เพื่อประเมินภาวะของโรค?และเพื่อปรับเปลี่ยนการรักษาให้เหมาะสม? ?ถ้ามีอาการผิดปกติที่เป็นอาการของโรคกำเริบให้มาพบแพทย์ก่อนัด? เช่น?มีอาการไข้เป็นๆหายๆ? อ่อนเพลีย? น้ำหนักลด บวม? ผมร่วง?ผื่นใหม่ๆ?ปวดข้อ?เป็นต้น? ?ถ้ามีการทำฟัน?ถอนฟัน? ให้รับประทานยาปฏิชีวนะก่อนและหลังการทำฟัน? เพื่อป้องกันการติดเชื้อ?ทั้งนี้โดยปรึกษาแพทย์? ?การพยากรณ์โรคของผู้ป่วยโรคเอสแอลอี?แต่ละรายแตกต่างกัน?ขึ้นอยู่กับความ รุนแรงของโรค? การรักษาที่ได้รับว่าถูกต้องหรือไม่? ตลอดจนการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย? ความต่อเนื่อง และความ?สม่ำเสมอของการไปติดตามการรักษา ในปัจจุบันการพยากรณ์โรคของผู้ป่วยโรคเอสแอลอีดีขึ้นมาก? เนื่องจากมีความก้าวหน้าในทางการแพทย์? ทำให้การรักษาโรคเอสแอลอีมีประสิทธิภาพมากขึ้น?มีการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ ดีขึ้น? มียารักษาภาวะแทรกซ้อน? เช่น? ยาปฏิชีวนะรักษาโรคติดเชื้อที่ดีขึ้น? ทำให้ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี?มีโอกาสอยู่รอดได้มากขึ้นมากและอยู่อย่างมีคุณภาพ มากขึ้น สาเหตุการเสียชีวิต สาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคเอสแอลอีเกิดได้จาก?3?สาเหตุคือจาก?ตัวโรค เองผู้ป่วยมีอาการอักเสบรุนแรงของอวัยวะสำคัญ?เช่น?ไต?สมอง?หลอดเลือดโดยไม่ ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที? ?จากภาวะติดเชื้อเนื่องจากโรคเอสแอลอีทำให้ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ อยู่แล้ว?ยาที่ผู้ป่วยได้รับทั้งยาสเตียรอยด์?และยากดภูมิคุ้มกันยิ่งทำให้ ผู้ป่วยมีโอกาสติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วไป? ?จากยาหรือวิธีการรักษาที่ไม่ถูกต้องหรือขนาดยาที่ไม่?หมาะสม? ?โรคเอสแอลอีเป็นโรคแพ้ภูมิชนิดหนึ่งที่มีอาการและอาการแสดงได้หลากหลาย?มี ความรุนแรงได้ตั้งแต่น้อยจนถึงมาก? ?การรักษาโรคที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มมีอาการจะทำให้ผู้ป่วยมีการพยากรณ์โรคดี มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคหรือเกิดความพิการน้อยลงการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยอย่าง ถูกต้องเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพ?ถึงแม้โรคนี้จะไม่หาย ขาด?แต่ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้อง? จะทำให้โรคเข้าสู่ระยะสงบได้ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้เหมือนปกติทั่วไป อ้างอิง นิยสารชีวจิต ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน 2551 |
|   |
ข้อมูลโรคอื่นๆ |
|   |
|   |
|   |